วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

เล่นหุ้นยังไง ให้ได้วันละ 1,000 บาท

     คนเล่นหุ้น เป็นไม่ใช่คนที่กดโทรศัพท์ทำการซื้อขายเป็นเท่านั้น แต่หมายถึงคนที่เข้าใจความหมายของค่าดัชนี ตัวเลขชี้วัด รวมถึงติดตามข่าวสารรอบด้านทั้งไทยและต่างประเทศ เข้าใจระบบเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้เป็นอย่างดี เพราะการเข้าใจข้อบ่งชี้ที่อาจส่งผลต่อตลาด รวมถึงหุ้นตัวที่อยู่ใน “Focus” นั้น ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเล่นหุ้น ให้ได้กำไรนั่นเอง




          การเล่นหุ้นให้ได้เงินวันละ 1,000 บาทนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่การจะขายหุ้นให้ได้กำไรทุกวันอาจเป็นเรื่องยากและไม่มีความจำเป็น แต่ถ้าหากบอกว่าเล่นหุ้นเดือน ๆ หนึ่งให้ได้กำไรเฉลี่ยวันละพันบาท อาจจะง่ายและ Practical กว่า ซึ่งการเล่นให้ได้เงิน แบบนี้ถือเป็นเดย์เทรดที่มีความเสี่ยงเสมอ แต่ผลตอบแทนมักคุ้มค่า เข้าตำราเสี่ยงมากได้มาก แต่ถ้าผิดพลาด ชักช้า ตัดสินใจไม่เด็ดขาด นอกจากจะสูญเสียโอกาสในการทำกำไรแล้ว ยังมีสิทธิ์ขาดทุนแบบไม่ตั้งตัว

       คนเล่นหุ้นเป็นมักไม่เกิดปัญหาติดดอย คนเล่นเป็นมักตัดสินใจ cut loss แล้วเอาทุนมาหมุนสร้างกำไรใหม่ ไม่มัวมาหมกมุ่นดราม่าเฝ้าทะนุถนอมเช้าเย็นรอดูเมื่อไหร่มันจะขึ้นมาจะได้ปล่อย แต่นักลงทุนที่ทำอย่างนี้ได้ส่วนใหญ่มักเป็นนักเล่นหุ้นที่มีประสบการณ์ จึงมีความมั่นใจและความกล้าที่จะ cut loss เพราะเขารู้ว่าเขาจะเอาเงินก้อนนี้ไปทำทุนอย่างอื่นอีก



          แต่ว่าหุ้นในกระดานมีอยู่หลายร้อยตัว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวไหนจะขึ้น ตัวไหนจะลง เพราะความที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีมาก จึงได้มีการแบ่งประเภทธุรกิจเป็นหมวด ๆ เช่น หมวดปิโตรเลียม หมวดการเงินการธนาคาร เป็นต้น เพื่อดูภาพรวมในแง่ของอุตสาหกรรม เพื่อที่จะได้ศึกษาย่อยเป็นรายบริษัทอีกต่อหนึ่ง การเล่นสั้นแบบเดย์เทรดคือการซื้อขายวันต่อวัน ทำให้รอบในการทำกำไรมีมาก การที่จะรู้ว่าหุ้นตัวไหนกำลังขึ้น และขึ้นไปถึงเท่าไหร่ แล้วถ้าลงจะลงถึงเท่าไหร่ ไม่มีใครตอบได้



          บางคนนั่งเฝ้าดู Volume ซื้อขาย สังเกตแนวโน้มแล้วค่อยตั้งซื้อตั้งขาย ซึ่งก็เป็นเทคนิคหนึ่งที่ง่ายที่สุด และสามารถทำได้โดยไม่ต้องศึกษาลักษณะหุ้นหรือบริษัทนั้น ๆ เท่าใดนัก ข้อเสียคือเวลาได้อาจได้น้อยหรือไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากไม่เข้าใจปัจจัยพื้นฐานหุ้นตัวนั้น แค่วิเคราะห์แนวโน้มแล้วก็เล่นเลย ที่สำคัญเป็นการเล่นที่เสี่ยง เพราะแมลงเม่าหลายคนก็เล่นแบบนี้เอง ข้อได้เปรียบของผู้เล่นประสบการณ์คือเข้าเร็วแล้วออกได้ และการเล่นแบบนี้มีความจำเป็นที่จะต้องจ้องกระดานหุ้นแบบกินนอนกับตารางหุ้น เปิดค้างไว้ 3-4 หน้าจอตลอดเวลา มนุษย์เงินเดือนแมลงเม่าน้อยเสียเปรียบเพราะเปิดซื้อขายทิ้งไว้ ไม่มีเวลาตามความเคลื่อนไหว จึงมักออกไม่ทันและติดดอยในที่สุด


          การเป็นนักลงทุน VI จึงอาจเป็นคำตอบของคนที่ไม่ชอบความหวือหวา เพราะเป็นการลงทุนในระยะยาว เป็นการลงทุนที่มองข้ามเรื่องการปันผลและแคปปิตอลเกน การลงทุนแบบ VI คือการลงทุนเพื่อความมั่นคงที่แท้จริง เพราะการลงทุน VI คือการเลือกลงทุนในหุ้นที่มีการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน เริ่มต้นด้วยการศึกษาหุ้นจากบริษัทที่น่าสนใจ ทั้งนี้บริษัทนั้น ๆ ต้องมีความมั่นคงและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาแล้วพอสมควร ศึกษางบการเงินบริษัทนั้น ๆ ย้อนหลังอย่างน้อย ปี ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวสำคัญภายในบริษัทนั้น ๆ เช่น

          การควบรวมบริษัท เปลี่ยน CEO เข้าซื้อลงทุนในกิจการข้ามชาติอื่น ๆ หรือลงทุนขยายกำลังการผลิต หรือการปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ ดังนั้นถ้าสนใจหุ้นบริษัทไหนก็ให้ติดตาม Newsletter ของบริษัทนั้น หุ้นกลุ่ม VI จึงมักมีราคาค่อนข้างสูงหลักร้อยบาท อาจถึง 3-400 บาท ทำให้ Volume ในการซื้อมักไม่ได้มาจากรายย่อยเล็ก ๆ เช่น ถ้าต้องการจะซื้อหุ้น SCN สัก 100 หุ้นก็ต้องใช้เงินสามหมื่นเกือบสี่หมื่นบาทเลยทีเดียว

          การลงทุนแบบ VI จึงควรมีเงินก้อนสักหน่อยเพื่อลงทุนในหุ้นนั้น ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็น VI แล้วจะปล่อยทิ้งไม่ติดตามข่าวสาร การเป็นนักลงทุนอย่างไรเสียก็ต้องติดตาม เพราะในภาวะที่ตลาดผันผวนหากเราไม่ติดตาม เราก็อาจเสียโอกาสในการทำกำไรได้ เช่น ในภาวะปกติหุ้นน้ำมัน AAA มีราคา 250 บาท เราถือหุ้นตัวนี้อยู่ 10,000 หุ้น แต่ช่วงที่ผ่านมา อิหร่านถูกกดดันเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ จนต้องยอมลดกำลังการผลิตน้ำมัน และยอมให้ยูเอ็นเข้าตรวจสอบอาวุธนิวเคลียร์ หากตอนกลางคืนเราติดตามข่าว เราก็ตั้งขายหุ้นของเราทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้

          เพราะเรารู้แน่ว่าหุ้นกลุ่มน้ำมันจะต้องขึ้นทั้งกลุ่ม การตั้งขายก่อนเนิ่น ๆ จะได้เปรียบกว่าตั้งขายก่อนตลอดเปิด เพราะเราจะอยู่คิวแรก ๆ ในการขาย เมื่อตลาดเปิดเราต้องเกาะติดเพื่อดูว่าหุ้นไปถึงราคาที่ตั้งขายหรือไม่ แนวโน้มเป็นอย่างไร หากพุ่งแรงมาก เราอาจยกเลิกการขายก่อน แล้วตั้งขายในราคาที่สูงขึ้นไปอีก เป็นต้น

          เมื่อขายได้แล้ว โดยธรรมชาติกระแสบูมข่าวจะทำให้หุ้นพุ่งหวือหวาอยู่ช่วงสั้น ๆ เท่านั้น และหุ้นที่มีการสวิงวันนี้ขึ้น วันต่อมาลง วันต่อมาอีกก็จะขึ้นเป็นกระดานหกโดยธรรมชาติ เราอาจหาจังหวะเข้าช้อนซื้อ และถึงแม้ว่าหุ้นตัวนั้นจะยังลงอีกก็ไม่ต้องกังวล อย่าลืมว่าหุ้นพื้นฐานดี ศึกษามาเป็นอย่างดี บริษัทไม่ล้มง่าย ๆ เมื่อราคาลงอีก หากเรามีเงินทุนอยู่ในมือ เราก็ซื้อถัวเข้าไปอีก ทำให้เราได้ของถูก พร้อมกำไรอยู่แล้วในกระเป๋าอีกก้อน นั่นก็เพราะการติดตามข่าวสารนี่เอง

          แต่นักลงทุน VI หลายคนไม่มีเวลาเกาะติด หลายคนเลือกลงทุนแบบออม ในภาวะตลาดปกตินั้น นักลงทุนประเภทนี้ควรแบ่งเงินออมส่วนหนึ่งทุก ๆ เดือนเข้าซื้อหุ้น VI เก็บไว้ เป็นการเก็บเล็กผสมน้อย พนักงานเงินเดือนระดับกลาง ๆ หากมี Flow เหลือสักประมาณเดือนละหมื่น ก็ซื้อเก็บเดือนละหมื่นบาท ถือเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยในระดับหนึ่ง ไม่ต้องปวดหัวกังวลเฝ้าพอร์ต เอาเวลาไปทำงานอย่างอื่นไป ส่วนตรงหุ้น VI ก็ให้เงินทำงานของมันเอง


เล่นหุ้นยังไง ให้มีกำไร...!

       ทุกครั้งที่ได้ยินคนรอบๆ ตัว เพื่อนสนิทมิตรสหายหลายๆ ท่าน เริ่มพูดคุยกันว่า อยากจะเริ่มต้นเล่นหุ้น” ทีไร บอกตรงๆ ว่าใจสั่นขึ้นมาทุกที เพราะใจหนึ่งก็รู้สึกดีใจที่คนหลายคนสนใจเรื่องการลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับตัวเอง แต่อีกใจหนึ่งกลับรู้สึกหวั่นๆ เพราะทุกครั้งที่เป็นแบบนี้ นั่นแปลว่าจะมี มือใหม่” หลายๆ คนที่ขาดทุนจนเข็ดและขยาดตลาดหุ้นกันไปเลยทีเดียว



          ใครหลายคนมักจะตั้งคำถามว่า ถ้าอยากจะเล่นหุ้นต้องมีอะไรบ้าง คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ คือ ต้องมี เงิน” เป็นอันดับแรก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเงินที่เรามี นั่นคือ ความรู้และความเข้าใจที่ถูกวิธีในการลงทุน” ต่างหาก

          และจากประสบการณ์ลงทุนของตัวผู้เขียนเอง ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกับการขาดทุน (ติดดอย) และกำไร (ขายหมู) มานาน… ร่วมกับการได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับนักลงทุนหลายๆ ท่าน ทำให้พบว่าแท้ที่จริงแล้ว การเล่นหุ้นให้ได้กำไรตลอดเวลานั้นเป็นไปได้! (โอ้ว มายก็อด) แต่ต้องทำตามเคล็ดลับดีๆ ทั้ง ข้ออย่างเคร่งครัด 

          เอาล่ะ.. เรามาดูกันเลยดีกว่าว่า เคล็ดลับในการเล่นหุ้นให้ได้กำไรทั้ง ข้อนี้ มีอะไรบ้าง

  
1. เปลี่ยนคำว่า เล่น” เป็น ลงทุน
          สิ่งแรกเราต้องเข้าใจว่า ความแตกต่างระหว่างของคำว่า เล่นหุ้น” กับ การลงทุนในหุ้น” นั่นคือ เป้าหมาย“ ในการลงทุน เพราะคำว่า เล่นหุ้น” นั้น มักจะหมายถึงการเล่นเก็งกำไรในระยะสั้นๆ  ซึ่งต้องการกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้น แต่ การลงทุนในหุ้น” ต้องการความมั่นคงในระยะยาว โดยคาดหวังผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล หรือมูลค่าของหุ้นในอนาคต

          ดังนั้นสำหรับมือใหม่ทุกคน ขอแนะนำให้เริ่มต้นตั้งเป้าหมายที่การลงทุนระยะยาวเป็นลำดับแรก  อย่าคิดที่จะซื้อขาย เล่นๆ” เพื่อหวัง เก็งกำไร” เพราะสุดท้ายแล้วมักจะจบลงที่ลุ้นกันจนตัว เกร็ง” ทุกทีเลยเชียว

  
2. ต้องใช้ เงินเย็น” เท่านั้น
          เงินเย็น คือ เงินที่เราสามารถเสียไปโดยที่ไม่เดือดร้อน หรือพูดง่ายๆ คือ เงินที่หายไปก็ไม่เสียดายนั่นเอง เพราะการลงทุนในหุ้นนั้นมี ความเสี่ยง” ดังนั้นถ้าหากเราเอาเงินที่เกี่ยวข้องกับการใช้ ชีวิต” ไปเสี่ยง แบบนั้นคงไม่ดีใช่ไหม

          แต่การใช้เงินเย็นก็ไม่ได้แปลว่าไม่เสี่ยง จะเงินร้อน เงินเย็น เงินคนอื่น (เอ๊ะ!) เงินแบบไหนมันก็เสี่ยงทั้งหมดเมื่อมาลงทุนในหุ้น แต่ข้อได้เปรียบของเงินเย็น คือ เป็นเงินที่ไม่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน แต่มันอาจจะเจ็บใจเล็กน้อยเมื่อขาดทุน (ฮึ่ม!) เพราะหลายๆ ตัวอย่างที่ผิดพลาดและขาดทุนแบบสุดกู่ ไปไม่กลับหลับไม่ตื่น คือ ใช้เงินกู้ในการเล่นหุ้น พอเล่นแล้วเสีย คราวนี้ก็เพลียกว่าเดิมเพราะต้องมีภาระทั้งดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายในชีวิตอีกด้วย

          นอกจากเงินเย็นแล้ว สิ่งแรกที่ควรต้องมีก่อนจะเริ่มลงทุน คือ เงินออม” โดยอย่างน้อยต้องมีเงินออมไว้จำนวน 3-6 เท่าของรายจ่าย เผื่อไว้สำหรับเหตุฉุกเฉินและไม่คาดฝันด้วย

  
3. รู้จัก หุ้น” ให้ดีเสียก่อน
          คำว่ารู้จักหุ้นให้ดีเสียก่อน ไม่ได้แปลว่าให้ไปทำความรู้จัก สวัสดีทักทายหุ้นที่เราต้องการลงทุน แต่ให้รู้ก่อนว่า หุ้นตัวนั้นที่เราเลือก ประกอบธุรกิจอะไร มีผลการดำเนินงานอย่างไร ข้อมูลต่างๆ บทวิเคราะห์ ข่าว ผู้บริหาร วิสัยทัศน์ และอื่นๆ อีกมากมายที่เราต้องรู้ ถ้าถามว่ารู้แค่ไหนดี บอกตรงๆ ว่ารู้ยิ่งเยอะยิ่งดี และเมื่อรู้เยอะแล้ว ต้อง “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” ข้อมูลให้เป็นด้วย เพื่อที่จะได้เข้าใจและวางแผนการลงทุนได้อย่างถูกต้อง

          ข้อผิดพลาดใหญ่ๆ ที่มือใหม่เจอเสมอ นั่นคือ “หุ้นเพื่อนบอก” เพื่อนเรานี่แหละตัวดี บอกข่าวมาว่าหุ้นตัวนี้ดีๆๆ ให้เรารีบๆ ซื้อ แถมบอกราคาเป้าหมายไว้เสร็จสรรพ แต่ถ้าเราซื้อไปโดยไม่ตรวจสอบข้อมูลอะไรเลย แต่รีบซื้อเพราะกลัวว่าจะ ตกรถ” (หุ้นขึ้น แต่ไม่ได้ซื้อ) แต่พอเอาเข้าจริงๆ ผ่านไปสักพัก เรากลับ ติดดอย” แทน เพราะว่าเจ้าเพื่อนตัวดีมันไม่เคยบอกเลยว่า ราคาที่เหมาะจริงๆ ของหุ้นตัวนี้คือเท่าไรกันแน่

          คำที่น่ากลัวอีกคำ คือ “วงใน” หรือ “เค้าว่ามา” รับประกันเลยว่า ถ้าข่าวหลุดมาถึง มือใหม่” เมื่อไรแล้วล่ะก็ ข่าวนั้นคงไม่ใช่ วงใน” แล้วล่ะ

  
4. รู้จัก ตัวเรา” ให้ดีพอ
          รู้ก่อนว่า .. เรารับความเสี่ยงได้มากแค่ไหนกันแน่ เพราะบางคนเล่นหุ้นเพราะหวังกำไรเยอะๆ แต่รับความเสี่ยงไม่ได้ ผลสุดท้ายต้องทรมานจิตใจแทน ดูเช้า ดูเย็น ดูทั้งวัน งานการไม่ได้ทำเพราะกลัว อันนี้ก็ไม่ไหวนะ

          อีกอย่างที่สำคัญ และต้องทบทวนตลอดเวลา นั่นคือ เป้าหมายที่เราต้องการในการลงทุน และถามตัวเองอยู่เสมอว่า วิธีการและสิ่งที่เราทำในการลงทุนนั้น มันทำให้เราเดินไปถึงเป้าหมายได้จริงๆ หรือเปล่า

  
5. รักษาต้นทุนก่อนคิดถึง กำไร
          วิธีการลงทุนที่ดีที่สุด คือ “ไม่ขาดทุน” หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า ถ้าเล่นหุ้นแล้วไม่หวังกำไรจะเล่นไปทำไมใช่ไหม แต่ความหวังที่อยากจะได้กำไรสูงๆ นั่นแหละ ทำให้เราทุกคนเกิดความโลภในการลงทุน จนบางครั้งมองข้ามสิ่งสำคัญหลายๆ อย่างไป ดังนั้นในการตัดสินใจซื้อหุ้นทุกครั้ง เราต้องถามตัวเองย้ำๆ ว่า เราจะลดความเสี่ยงในการขาดทุนให้ต่ำที่สุดได้อย่างไร อย่าลืม ศึกษาข้อมูลให้ดี ดูความเสี่ยงให้เหมาะสม ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ เพราะเราต้องถือหุ้นตัวนี้ไปอีกนานแสนนาน

          สำหรับ ข้อที่ว่ามานี้ อาจจะเป็นเพียงแนวคิดเบื้องต้นในการลงทุนสำหรับมือใหม่ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะเน้นย้ำก่อนจากกันก็คือ ก่อนจะลงทุนอะไรก็ตาม สิ่งที่เราต้องเตรียมให้พร้อมที่สุดคือ ความรู้  แต่สิ่งที่จะบอกว่าความรู้ของเราถูกต้องหรือไม่ คือ ประสบการณ์  ดังนั้นขอให้ทุกคน สร้างสรรค์ความรู้อย่างสม่ำเสมอ และสร้างเสริมประสบการณ์ในการลงทุนให้มาก เชื่อเหลือเกินว่า โอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนของทุกคนคงจะไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอนนะจ๊ะ ...


ข้อคิดสำหรับมือใหม่ในวันที่ตลาดหุ้นตกหนัก ...ทำไงดี !!

ในช่วงที่ตลาดหุ้นตกปรับฐานแรง เปิด Streaming มาแล้วหน้าจอแดงเถือก นักลงทุนมือใหม่ต้องทำยังไงลองอ่าน ข้อคิดสั้น ๆ นี้ไว้ใช้เตรียมรับมือกันค่ะ



1. มีสติ อดทน หาจังหวะลงทุน 
          เนื่องจากสภาวะตลาดหุ้นที่กำลังตื่นตระหนก (Market Panic) ทั้งจากนโยบายดอกเบี้ยของ Fed จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือ จากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐปรับเพิ่มขึ้น ด้วยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ อาจส่งผลต่อเงินทุน Fund Flow ที่อาจไหลกลับสู่อเมริกา จึงสร้างความแตกตื่นให้แก่นักลงทุน สิ่งแรกๆ ที่มือใหม่ต้องทำ คือ การมีสติ อดทน รอดูสถานการณ์ หาจังหวะการลงทุน อย่าเพิ่งตกใจไปตามตลาดก่อน
          มือใหม่ควรหันกลับมาดูหุ้นในพอร์ตหุ้นของเราก่อนว่า มีปัจจัยลบ หรือข่าวลือที่มากระทบตลาด มันเกี่ยวข้องกับหุ้นของเราโดยตรงหรือไม่ มีผลมากน้อยต่อบริษัทมากน้อยเพียงใด แล้วปัจจัยนี้จะส่งผลระยะสั้นหรือระยะยาวต่อหุ้นที่ถืออยู่... พอร์ตการลงทุนของเรามีการกระจายความเสี่ยงไว้หรือยัง หรือไปลงใดสินทรัพย์ใดมากเกินไปหรือเปล่า ?

2. วางจุดตัดขาดทุน Stop Loss  
          ถ้าพบว่ามีหุ้นในพอร์ตที่อาจจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากตลาดหุ้นที่กำลังตกลงอยู่นี้ จนเกิดแรงเทขายอย่างหนัก จนบางทีทำให้หุ้นติดลบมากกว่า 30-70% ได้ สุดท้ายแล้วทำให้นักลงทุนไม่เหลือเงินไว้ลงทุนอยู่รอดต่อไปได้ในตลาดหุ้นต่อไป 
          ดังนั้นนักลงทุนมือใหม่ ควรกำหนดจุด stop loss เอาไว้ให้ชัดเจน ทำตามแผนการลงทุนที่เราวางไว้ เช่น 5-15% แล้วแต่ว่าคุณจะสามารถรับความเสี่ยงได้แค่ไหน ! หรือวางจุด stop loss ตามแนวรับที่มีนัยสำคัญ ณ จุดต่างๆ ของกราฟราคาหุ้นนั้น ๆ  
          "อย่าลืมว่า ถ้าเงินสดหมดกระเป๋า คุณก็หมดโอกาสช้อนซื้อหุ้นดีๆ ตอนมันราคาถูก ! "

3. จัดทำ Watch-list หุ้นไว้ ทำแผนการลงทุน
          หุ้นที่ยังพื้นฐานดี ธุรกิจยังมีโอกาสเติบโตต่อไปได้ แต่ราคาหุ้นในระยะสั้นถูกแรงกดดันจากตลาดจนโดนเทขายมาหนัก เพราะตลาดหุ้นกำลังตกใจ "นักลงทุนอาจจะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส" เก็บหุ้นที่สนใจที่ทำการบ้านมาอย่างดีแล้วเข้าพอร์ตได้ เนื่องจากมีมูลค่าที่ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือมีส่วนเผื่อความปลอดภัย (margin of safety)
          การที่หุ้นตกลงมามากนั้น เป็นโอกาสที่เราจะเลือกลงทุนในหุ้นที่มีคุณภาพทางธุรกิจดี ที่เดิมเราไม่อยากซื้อเพราะราคาหุ้นแพงเกินไป 
          หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ยังรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อยู่ หรือมีโมเดลธุรกิจที่มั่นคง ทนทานต่อเศรษฐกิจตกต่ำได้ ย่อมที่จะได้เปรียบต่อการผันผวนของตลาดหุ้น ในระยะยาวมีโอกาสฟื้นกลับมาได้มากกว่าหุ้นที่พื้นฐานกิจการไม่แข็งแกร่ง
  
4. ข้อผิดพลาดถือเป็นบทเรียนสำคัญ 
          หาสมุดจดบันทึกดีๆ ซักเล่ม เพื่อไว้จดบันทึกข้อมูล-ข้อผิดพลาด ว่าในการเทรดหุ้นในแต่ละครั้งว่า "ทำไมเราถึงซื้อขายหุ้นตัวนี้... เพราะอะไร... มันน่าสนใจ... ดีหรือไม่ดียังไงบ้าง..."
แล้วทำไมถึงผิดพลาด ! ถ้าคุณจดใส่สมุดแล้วคุณจะไม่เอาอารมณ์ชั่ววูบมาตัดสินใจซื้อ-ขายหุ้น เชื่อซิ! เพื่อป้องกันความผิดพลาดซ้ำรอยแผลเดิม เจ็บแล้วจำ ! 
          เมื่อเวลาผ่านไป เชื่อว่า หุ้นก็มักจะกลับมาสู่ราคาที่มันควรเป็นตามปัจจัยพื้นฐานของมัน ที่จริงมันก็เป็นอย่างนั้นทุกครั้ง  ดังนั้นถ้าเรา ถือหุ้น” ที่ทำธุรกิจที่เรามั่นใจว่า จะสามารถฝ่ากระแสของเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยได้ เป็นทางเลือกหนึ่งที่ควรกระทำ

5. ปิดหน้าจอ ออกไปพักผ่อนซะ..นะจ๊ะ
          เงินทุนที่นำมาลงทุนควรที่เงินเย็นมา หรือเป็นเงินที่ไม่จำเป็นต้องใช้ในระยะเวลาสั้นๆ  ไม่ได้กู้ยืมมาเทรดหุ้น ไม่ได้เอามาร์จิ้นไปเล่น หลายคนยืมเงินมาเทรด ยิ่งพอหุ้นตกยิ่งเฝ้าหน้าจอ หวังจะรีบเอาคืนให้ได้  กลายเป็นว่าที่วางแผนมาซะดิบดีโดนอารมณ์ชั่ววูบพาลงเหว ...นักลงทุนมือใหม่ควรเน้นมองการลงทุนระยะยาว เติบโตไปกับธุรกิจ ที่มีปันผลค่อนข้างสูง และหุ้นมีโอกาสเติบโตได้อีกในอนาคต และที่ราคาหุ้นยังไม่แพงจนเกินไป 
          ดังนั้นถ้าคุณวางแผนการเงินและจัดพอร์ตการลงทุนมาเป็นอย่างดีแล้ว จงอย่าหมกมุ่น ปิดจอ ออกไปพักผ่อน ตั้งค่าแจ้งเตือนไว้เวลาราคาหุ้นมาถึงจุดที่เรากำหนดไว้ รอให้ความคิดคุณตกผลึก หายตกใจก่อน ดั่งสำนวนที่ว่า "Stay Calm, Stay Invest"  คือ ทำใจให้สงบและลงทุนต่อไป  นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จทุกคน ล้วนแล้วแต่วางแผนการลงทุนล่วงหน้ากันทุกคน วางแผนดี มีชัยไปกว่าครึ่ง ลองดู


          อย่างที่นักลงทุนระดับโลก วอเร็น บัฟเฟตต์ แนะนำว่า "การทำนายตลาดหุ้น แค่ทำให้ผู้ทำนายดูดีขึ้นเท่านั้น น่าประหลาดใจที่นักลงทุนจำนวนมากเชื่อนักทำนายตลาดอย่างมากมาย แต่เมื่อย้อนหลังแล้ว การทำนายตลาดหุ้นนั้นกลับไม่ได้มีการบันทึกผลลัพธ์ของความน่าเชื่อถือเอาไว้เลย"


มนุษย์เงินเดือนอยากมีเงิน 1,000,000 ใน 10 ปี ต้องวางแผนอย่างไร

          มนุษย์เงินเดือนอย่างเราคงคิดเสมอว่า เงินล้านเป็นเรื่องไกลตัว เงินล้านเป็นเรื่องของคนรวย หรือเจ้าของธุรกิจเท่านั้น แต่การมีเงินล้านก็เป็นสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนสามารถทำได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เพียงแต่สิ่งสำคัญ คือ ต้องมีการวางแผน และความมุ่งมั่นที่ชัดเจน 



          วันนี้เราจึงอยากชวนคนมีฝันทุกคนมาวางแผนด้วยกันว่า มนุษย์เงินเดือนอยากมีเงิน 1,000,000 ใน 10 ปี ต้องวางแผนอย่างไร   เป้าหมายมีเงินล้านภายใน 10 ปี สำหรับมนุษย์เงินเดือนบางคนอาจเป็นเรื่องที่ง่ายมาก โดยเฉพาะคนที่มีเงินเดือนเกินหกหลัก ดังนั้น เพื่อความยุติธรรม วันนี้เราจะมาคุยกันถึงการสร้างเงินล้านจากเงินเดือนเริ่มต้นที่เงินเดือนพื้นฐาน คือ 15,000 บาทต่อเดือน   

          แนวทางการสร้างเงินล้านของเรา คือ การทยอยสะสมเงินทุกเดือน และนำเงินออมไปลงทุนต่อตามความเหมาะสม ดังนั้น ก่อนอื่นเราต้องมีเป้าหมายให้ชัดเจนก่อนว่าเราจะต้องออมเงินเดือนละเท่าไหร่ถึงจะไปถึงจุดหมายได้ภายใน 10 ปี     

          ตอนนี้อาจจะเกิดคำถามว่าเราควรจะตั้งเป้าผลตอบแทนทบต้นที่กี่เปอร์เซ็นต์ดีถึงจะเหมาะสม ขอแนะนำแบบนี้คือ หากเราลงทุนในกองทุนรวมเป็นหลัก เราควรตั้งเป้าหมายอยู่ในช่วง 5 – 8 เปอร์เซ็นต์ แต่ในกรณีที่เราลงทุนในหุ้นรายตัวด้วยตนเอง เราอาจตั้งเป้าหมายได้สูงถึง 8 – 12 เปอร์เซ็นต์ 

          นักลงทุนบางคนอาจทำได้มากกว่านั้น แต่ไม่แนะนำให้ตั้งเป้าหมายที่สูงเกินไป เพราะอาจทำให้เครียดและกดดันในระยะยาว   ขอใช้เลขตรงกลางคือประมาณ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเป้าหมายในการออมของเราคือประมาณ 5,750 บาทต่อเดือน ฟังดูเยอะสำหรับคนเงินเดือน 15,000 เลยใช่ไหม แต่อย่าเพิ่งถอดใจ เราค่อยๆ วางแผนไปด้วยกัน   

          มนุษย์เงินเดือนอยากมีเงิน 1,000,000 ใน 10 ปี แผนไปสู่เงินล้านของเรามี ขั้นตอน คือ 


เพิ่มรายได้ – ลดรายจ่าย – ลงทุนต่อ 



          เรามาทำความเข้าใจในทีละส่วนไปด้วยกันเลย   

1. เพิ่มรายได้   
          รายได้หลักของเราคือเงินเดือน (หรืออาจจะเป็นรายได้อื่นสำหรับอาชีพที่รายได้ไม่เป็นไปตามเงินเดือน เราสามารถปรับได้ตามความเหมาะสม) ซึ่งโดยค่าเฉลี่ยประเทศแล้ว เงินเดือนจะปรับขึ้นประมาณปีละ 5% โดยเราจะตั้งเป้าเพิ่มเงินเดือน 15% ทุก ปี ซึ่งอาจจะมาจากการย้ายงานหรือเจรจาขอขึ้นเงินเดือนแล้วแต่ความเหมาะสม     

          อัตราการปรับฐานเงินเดือนดังกล่าวอิงจากค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนงานหรือมีการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนค่อนข้างมากประมาณปีละ ครั้งซึ่งถือเป็นระยะเวลาการย้ายงานของคนปรกติ สังเกตว่าในช่วงต้นของ 10 ปีแรกการออมจากเงินเดือนเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอสำหรับเป้าหมาย ดังนั้น ช่วงประมาณ ปีแรกเราจะตั้งเป้าการหารายได้พิเศษให้ได้เดือนละประมาณ 5,000 บาท เพื่อทำให้รายได้รวมของเราอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาท เมื่อออม 5,750 บาทก็ยังเหลือ 14,250 บาท

          สำหรับใช้จ่าย   ในช่วงแรกของสิบปี เราจำเป็นต้องเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายค่อนข้างมาก เพื่อทำให้เราสามารถไปถึงเป้าหมายได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเงินเดือนเพิ่มสูงมากขึ้น เราก็จะทำงานหนักน้อยลงและสามารถใช้จ่ายได้เพิ่มสูงขึ้นตามอัตภาพ   แนวทางการหารายได้ให้ได้ประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน   โบนัสประมาณ เดือนต่อปี หรือเทียบเท่า 1,250 บาทต่อเดือน โอทีช่วงเย็น 150 บาทต่อวัน 10 วันต่อเดือน เท่ากับ 1,500 บาทต่อเดือน สอนพิเศษชั่วโมงละ 200 บาทต่อชั่วโมง สอน ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน รับทำงานกราฟฟิกดีไซน์ 1,000 บาทต่อชิ้น ชิ้นต่อเดือน เทียบเท่า 4,000 บาทต่อเดือน รับเขียนบทความ 50 บาทต่อบทความ 50 บทความต่อเดือน เท่ากับ 2,500 บาทต่อเดือน ขายของออนไลน์ กำไร 5,000 บาทต่อเดือน   หรือเราสามารถหาแนวทางการหารายได้เพิ่มของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่มีความเฉพาะเจาะจงสูงและได้ค่าตอบแทนมาก เช่น การรับเวรเพิ่มของบุคลากรทางการแพทย์ การรับถ่ายงานสำหรับช่างภาพ การรับงานที่ปรึกษาเฉพาะทางสำหรับวิชาชีพตนเอง 

          สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องหาจุดแข็งของเราให้เจอ แต่ถึงแม้เราจะไม่มีคุณสมบัติโดดเด่น แต่งานรายได้ดีจำนวนมากก็ไม่ได้ต้องการความรู้เฉพาะทาง เช่น การขายของออนไลน์ การขายของตลาดนัด สิ่งสำคัญอยู่ที่ความพยายามและความมุ่งมั่นมากกว่า   ความจริงอีกอย่างคือเราสามารถทยอยลงทุนน้อยในตอนต้นของสิบปีและลงทุนมากขึ้นตอนปลายของสิบปีตามการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนได้ แต่การคิดเงินออมเฉลี่ยต่อเดือนจะเปลี่ยนไปตามบุคคล ซึ่งหากเราชอบวิธีนี้ อาจจะต้องเขียนแผนการออมของตนเองขึ้นมา   

2. ลดรายจ่าย   
          รายจ่ายนั้นถือเป็นแนวต้านสำคัญที่ทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมาย ดังนั้น หากมุ่งมั่นจะมีเงินล้านอย่างแท้จริงแล้ว เราจำเป็นต้องลดรายจ่ายให้มากเท่าที่เราจะออมตามเป้าได้ หากเงินออมถึงเป้าแล้วอาจเพิ่มรายจ่ายเพื่อสร้างความสุขได้ตามเหมาะสม   

          แนวทางการลดรายจ่ายเพื่อเป้าหมายเงินล้าน   อย่าเพิ่งซื้อรถ   ยกเว้นในกรณีที่การซื้อรถสามารถสร้างรายได้ส่วนเพิ่มให้เรามากกว่าค่าเสื่อมและค่าใช้จ่ายต่อเดือน เช่น งานปรกติเราได้เงินเดือน 15,000 บาท แต่ถ้าขยับไปเป็นเซลล์จะมีรายได้รวม 50,000 บาทแต่ต้องใช้รถตัวเอง ถือเป็นรายได้เพิ่มขึ้น 420,000 บาทต่อปี ในขณะที่รถที่สนใจจะซื้อเป็นรถมือสองคันละ 600,000 บาท ตั้งใจใช้ ปี และตีราคาหากขายต่ออยู่ที่ 300,000 บาท แบบนี้คือต้นทุนรถต่อปีเราอยู่ที่ประมาณ 300,000 บาทต่อ ปี หรือ 60,000 บาทต่อปี ค่าน้ำมันและค่าดูแลเฉลี่ยเดือนละ 7,000 บาท ตกเป็นรายจ่ายต่อปีที่ 144,000 บาทซึ่งก็ยังถือว่าน้อยกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น แบบนี้การซื้อรถจะคุ้มค่าเป็นการลงทุน แต่ถ้าการซื้อรถเพิ่มรายได้ให้ไม่คุ้มค่า การใช้รถสาธารณะจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและทำให้เราไปถึงจุดหมายได้เร็วกว่า   อย่าเพิ่งซื้อบ้าน   การซื้อบ้านถือเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่มากที่จะกัดกินเงินออมของเรา 

          ในช่วงแรกที่เรายังมุ่งเน้นการหารายได้เพิ่ม การซื้อบ้านอาจจะยังไม่ค่อยเหมาะสมด้วยหลายประการ เช่น ไม่เหมาะต่อการเดินทางไปทำงาน อาจจำเป็นต้องซื้อรถทำให้เกิดรายจ่ายเพิ่ม ค่าผ่อนบ้านแพงกว่าค่าเช่ามาก ค่าซ่อมค่าตกแต่งต่อเติมมีจำนวนมาก รวมไปถึงหากยังไม่ได้แต่งงานมีลูก การใช้พื้นที่บ้านอาจไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก การเช่าบ้านอยู่จะช่วยประหยัดและเพิ่มความยืดหยุ่นในชีวิตได้มาก ที่สำคัญการลดรายจ่ายก้อนใหญ่จะช่วยเพิ่มเงินออมและไปถึงจุดหมายได้เร็วขึ้น   อย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย   

          เราอาจต้องกลับมาถามตัวเองว่าเราจะประหยัดได้มากที่สุดแค่ไหน เพื่อทำให้เราไปถึงจุดหมายได้ การลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยถือว่าช่วยสร้างเงินออมได้อย่างมากเช่นกัน ก่อนใช้จ่ายทุกครั้ง เราต้องลองถามตัวเองว่าค่าใช้จ่ายครั้งนี้จำเป็นไหม ถ้าจำเป็น จำเป็นมากกว่าความฝันอยากมีเงินล้านของเราหรือเปล่า   

3. ลงทุนต่อ   
          การลงทุนต่อจะช่วยเป็นเครื่องผ่อนแรงไปสู่เป้าหมายเงินล้านของเรา โดยการลงทุนอาจทำได้หลายอย่าง แต่ด้วยเงื่อนไขที่ไม่มีเงินทุนมาก เราจะแนะนำการลงทุนในกองทุนและหุ้นเป็นหลัก เนื่องจากผลตอบแทนปานกลาง ความเสี่ยงไม่สูงมาก และใช้เงินทุนตั้งต้นไม่เยอะ   

          กองทุนรวมที่แนะนำในแผนระยะยาว 10 ปีอาจจะเน้นไปที่กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (เป้า 5% ต่อปี) และกองทุนรวมหุ้น (เป้า 8% ต่อปี) โดยเราจำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ในการเลือกสรรกองทุนรวมเพิ่มเติมเพื่อเลือกกองทุนรวมที่ดีที่สุดในขอบเขตกองทุนรวมที่เรารับได้และสนใจ   แต่ถ้าหากเรามีความรู้ ความสนใจ และเวลาที่มากพอ การลงทุนในหุ้นรายตัวก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะโดยปรกติ การลงทุนในหุ้นรายตัวมักให้ผลตอบแทนในช่วงที่กว้างกว่ากองทุนรวม นั่นคือ อาจจะกำไรมากกว่าหรือขาดทุนมากกว่าก็ได้ 

          ดังนั้น การลงทุนในกรอบระยะเวลาค่อนข้างยาวนานถึง 10 ปี การลงทุนในหุ้นรายตัวก็เป็นแขนงการลงทุนที่ควรศึกษา เพราะนอกจากจะมีเวลาศึกษามากแล้ว ระยะเวลาที่ยาวนานจะช่วยสร้างผลตอบแทนทบต้นอย่างเท่าทวีคูณ   ถึงแม้ว่าบทความนี้จะไม่ใช่สูตรสำเร็จสร้างเงินล้านให้ทุกคน แต่ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะพอช่วยเป็นแนวทางและกรอบความคิดในการออมและลงทุนของทั้งมนุษย์เงินเดือนและไม่เงินเดือนได้ เงินล้านไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย หากเรามีเป้าหมายที่ชัดและความพยายามที่มากพอ   

          คำถามคือวันนี้เป้าหมายเราชัดและความพยายามเรามากพอหรือยัง ไม่แน่นะ เราอาจจะมีเงินล้านได้ก่อน 10 ปีตามที่จั่วหัวอยู่บทความนี้ก็เป็นได้   


ความมั่งคั่งไม่ได้ถูกสงวนไว้ให้คนที่เกิดมารวย 

แต่ความมั่งคั่งถูกสงวนไว้ให้คนที่มีความพยายามที่มากพอ

ประวัติศาสตร์การลงทุน

วิกฤติ BLACK MONEY

       วันที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้น   เพียงแค่ตลาดหุ้นร่วงเพียง 1-2% หลายคนก็ว่ารุนแรงแล้ว แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าอยู่ดีๆ ตลาดหุ้นร่วงหนักทีเดียวกว่า 20% ลองนึกภาพตลาดหุ้นไทยจาก 1,500 จุดจะเหลือเพียง 1,200 จุด บรรยากาศในวันนั้น    คงไม่ต่างอะไรกับวันโลกาวินาศ   



          แต่นี่คือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกาเมื่อวันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน 1987 วันที่ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงไปถึง 500 จุด คิดเป็นการลดลงกว่า 22% ภายในวันเดียว ซึ่งถือเป็นการลดลงของดาวโจนส์ที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้น   ทุกคนเรียกวันจันทร์อันโหดร้ายนั้นว่า Black Monday   

          ปกติแล้ว ทุกการร่วงลงของตลาดแบบรุนแรงมักจะต้องมีสาเหตุที่ค่อนข้างเลวร้ายหน่อยๆ อาจมีสงคราม มีมาตรการณ์รัฐบางอย่าง หรือเกิดความไม่สงบทางการเมือง ฯลฯ แต่กับเหตุการณ์วันจันทร์ทมิฬที่ทำให้ความมั่งคั่งของชาวอเมริกันหายไปกว่า แสนล้านเหรียญ สาเหตุของมันมาจากเรื่องที่ง่ายกว่านั้นมาก   มันเกิดจากแรงขายที่มากกว่าแรงซื้อ แต่ช้าก่อน นี่ไม่ใช่คำตอบแบบกำปั้นทุบดิน เพราะแรงขายที่ว่ามันคือแรงขายแบบ มหาศาล” ที่มาจากระบบการเทรดของคอมพิวเตอร์   

          คอมพิวเตอร์ไม่พลาดหรอก   คนอาจเข้าใจว่าคอมพิวเตอร์ไม่มีพลาด เราดูจะไว้ใจคอมพิวเตอร์ให้คำนวณเส้นทางการบินจากโลกไปดวงจันทร์มากกว่าที่จะใช้มือคำนวณเอง แต่เชื่อเถอะว่ามันก็มีจุดอ่อน ยิ่งสำหรับโลกการลงทุนที่มีปัจจัยต่างๆ นอกเหนือจากความเข้าใจของเรามากมายนัก โอกาสพลาดของคอมพิวเตอร์ก็ยิ่งสูงขึ้นไปใหญ่   

          ในยุคสมัยนั้น คอมพิวเตอร์เริ่มมีความนิยมในสายธุรกิจการลงทุนมากขึ้น ดูแล้วน่าจะเอามาช่วยแบ่งเบางานหนักๆ ได้ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานที่เกี่ยวข้องกับซื้อขายหุ้น มนุษย์อาจอิดออดเวลาต้องขายหุ้นเมื่อต้องตัดขาดทุน แต่คอมพิวเตอร์ไม่มีปัญหานี้ มันพร้อมจะขายหุ้นทุกเมื่ออย่างชินชาราวกับคนที่ไร้หัวใจ   ด้วยเหตุนี้เอง กองทุนต่างๆ จึงนิยมใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้นในงานของการควบคุมความเสี่ยง โดยจะกำหนดจุดตัดขาดทุนไว้เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้ขาดทุนหนักได้ ตัวอย่างเช่น หากตลาดหุ้นโดยรวมร่วงลงไป 10%  คอมพิวเตอร์อาจจะขายหุ้นในกองทุนออกไป 20% 30% หรือ 50% เพื่อไม่ให้กองทุนต้องถือหุ้นมากไปหากตลาดหุ้นตกหนักกว่าเดิม   

          ฟังดูก็สมเหตุสมผลดีนี่ แล้วมีอะไรต้องกังวลหละ ?   ใครๆ ก็อยากขาย   แต่อะไรจะเกิดขึ้นถ้ากองทุนนับรอยนับพันต่างคิดเหมือนๆ กันว่าต้องขายหุ้นทิ้งออกไปให้เร็วที่สุด   นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในเช้าวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 1987 เมื่อแรงขายมหาศาลจากกองทุนได้ถล่มเข้ามาระลอกแรก และเมื่อมีแรงขายมากกว่าแรงซื้อมากๆ ตลาดย่อมร่วงหนัก และเมื่อตลาดร่วงหนัก เจ้าคอมพิวเตอร์ที่ดูแลกองทุนอยู่ต่างก็แย่งกันขายจ้าละหวั่นเพราะตลาดร่วงมาถึงจุดที่กำหนดไว้ และเมื่อแย่งกันขายระลอกสอง ตลาดก็ยิ่งลงต่อไปอีก เป็นวัฏจักรแห่งความวุ่นวายที่ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ   

          แค่นั้นยังไม่พอ นักลงทุนทั่วไปที่เข้ามาเห็นความวุ่นวานดังกล่าวก็เริ่มกังวลในอนาคตของตัวเอง แรงขายจากนักลงทุนที่เป็นมนุษย์จริงๆ ก็เข้ามาเสริมให้ทุกอย่างเลวร้ายลง จนจบวันด้วยสภาพตายอนาถที่ดัชนีลบไปกว่า 500 จุด แม้แต่โรงพยาบาลก็ได้รับผลกระทบจากจำนวนผู้เข้ารับการรักษาที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในแผนกจิตเวช (ไม่เครียดก็แปลก หุ้นลงไปวันเดียว 22%)   

          ส่วนประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบไม่แพ้กันแม้จะอยู่ห่างกันคนละซีกโลก ตลาดหุ้นไทยในวันถัดมาก็ร่วงลงไปอีก 8% และร่วงลงไปอีกกว่า 40% นับจากเหตุการณ์ Black Monday ไม่ถึงสองเดือนเท่านั้น   ถ้ายุคนั้นมีโซเชียลเน็ทเวิร์ก คงไม่มีใครกล้าส่งภาพสวัสดีวันจันทร์ไปอีกนาน   สาเหตุที่แท้จริง   ดูยังไงคอมพิวเตอร์ก็เป็นผู้ร้าย ซึ่งก็เป็นความจริงส่วนหนึ่ง แต่จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครสรุปได้ว่าสาเหตุแท้จริงที่เป็นตัวจุดชนวนให้ตลาดหุ้นทิ้งดิ่งมันคืออะไรกันแน่ บ้างก็ว่าเป็นเพราะกฎหมายอุดช่องโหว่ทางภาษีของบริษัท บ้างก็ว่าเป็นเพราะการส่งออกที่แย่ลง บ้างก็ว่าเป็นเพราะตลาดหุ้นที่ขึ้นมาหลายปีจนราคาแพงไปแล้ว   

          แต่ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากอะไรก็ตาม ลึกๆ แล้วมันอาจมาจากสิ่งที่เรียกว่า ความประมาท”   ลองคิดดูว่า ถ้าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ถูกกำหนดให้มันคำนึงถึงความเสี่ยงรอบด้านตั้งแต่แรก ไม่ละเลยข้อเท็จจริงที่ว่าการขายตัดขาดทุนจะเกิดปัญหาได้หากมีการเทขายพร้อมๆ กัน 

       วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคมก็คงเป็นเช้าอีกวันที่แสนสดใส ไม่ใช่วันที่ความมั่งคั่งของคนหายไปกว่า แสนล้านเหรียญ   ซึ่งหลังจากปี 1987 เหตุการณ์ที่ตลาดร่วงอย่างรุนแรงในเวลาสั้นๆ ก็ยังปรากฏให้เห็นบ่อยๆ อย่างในปี 2011 และปี 2015 ที่ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงไปหลายเปอร์เซ็นต์เช่นกัน แต่โชคยังดีที่ตลาดฟื้นตัวกลับมาได้ไวกว่าตอนเกิด Black Monday เพราะในปี 1987 ตลาดต้องใช้เวลาประมาณ 14 เดือนกว่าที่จะสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้  


คอมพิวเตอร์อาจไม่เคยพลาด
แต่ที่พลาดคือคนอย่างเราๆ
ที่ไว้ใจคอมพิวเตอร์มากเกินไปต่างหาก  


กฎ 10 ข้อ สู่ความสำเร็จ

       หากใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง “The PURSUIT of HAPPYNESS” ที่นำแสดงโดย วิว สมิธ คงรู้สึกซาบซึ้ง กับความอดทน มุ่งมั่นพยายาม ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคในชีวิต และความรักที่มีต่อลูก ของชายผู้เป็นพ่อที่ชื่อว่า “คริส การ์ดเนอร์” จากอดีตคนไร้บ้าน สู่การเป็นเจ้าของบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ “การ์ดเนอร์ ริช” (หากใครยังไม่เคยชม ขอแนะนำเลยค่ะ เชื่อว่าคุณต้องชอบ)
       ปัจจุบัน การ์ดเนอร์ กลายเป็นมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมูลค่าราว 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และผันตัวเองมาเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วโลกอีกด้วย ซึ่งกฏแห่งความสำเร็จของเขาสามารถใช้ได้กับคนทุกอาชีพ ทุกสถานะ ยิ่งผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจและนักลงทุน ที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงเป็นประจำ ก็น่าจะได้รับความบันดาลใจไม่น้อย ซึ่งกฏที่ว่ามีดังต่อไปนี้


กฏ 10 ข้อแห่งความสำเร็จ ของ คริส การ์ดเนอร์

1. ยึดมั่นในแผน A : Commit to plan A
          การไปให้ถึงฝันและเป้าหมายที่ตั้งไว้ เราต้องวางแผนที่ชัดเจน รัดกุม ดึงดูดความสนใจ เป็นเหตุเป็นผลและยึดถือได้ นั่นหมายความว่าเมื่อคุณพยายามทำอะไรบางสิ่ง คุณต้องหลงใหลในสิ่งนั้นอย่างแท้จริงและตั้งใจทำให้ออกมาดีที่สุด ส่วนแผน B นั้นมักไม่ค่อยได้เรื่อง

2. ครอบครัวต้องมาก่อน : Put family first
          การ์ดเนอร์ พูดเอาไว้ว่า “การเข้าร่วมประชุม และการประชุมทางโทรศัพท์ มันสามารถปรับเปลี่ยนตารางเวลาได้ แต่การที่ลูกชายคุณได้ลงแข่งเบสบอลเป็นครั้งแรกนั้นมีแค่หนเดียว” ฉะนั้นครอบครัวชนะทุกสิ่ง

3. ตัดสินใจเป็นผู้ยิ่งใหญ่ : Decide to be world-class
          จงมุ่งมั่นที่จะเป็นในสิ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุดสำหรับตัวคุณเอง ไม่ว่าในอะไรก็ตามที่คุณกำลังทำ กำลังเป็นอยู่ และสามารถทำสิ่งนั้นได้ตลอดไป เช่น ถ้าคุณเป็นพนักงานขายและรักในงานขาย คุณต้องตั้งใจทำให้ออกมาดีที่สุด

4. มีคุณค่าในตัวเอง : Have self-worth
          อย่าเข้าใจผิดคิดว่ารายได้ของคุณจะอยู่คู่กับคุณค่าของคุณ เพราะรายได้นั้นขึ้น ๆ ลง ๆ แต่คุณค่าของคุณจะไม่มีทางเป็นแบบนั้น ให้ลองทบทวนตัวเองดูว่า คุณค่าของคุณคืออะไร แบบที่ไม่ต้องลังเล ประนีประนอม และปล่อยทิ้งไป

5. หมั่นสร้างแรงจูงใจให้กับทีมของคุณ : Keep your team motivated
          ลองตั้งคำถามกับตัวเองดูว่า “คุณสร้างแรงจูงใจให้พนักงานคนสำคัญของคุณอย่างไร?” สิ่งที่คริสแนะนำก็คือ คุณต้องเคารพ มอบความก้าวหน้า และเชื่อใจ โดยไม่เข้าไปก้าวก่ายพวกเขา สอนให้เค้าเห็นวิธีที่จะทำเงินได้มากกว่าที่เคยทำมาในชีวิตนี้ ด้วยการช่วยเหลือและเชื่อมั่นในทีมงาน ทำให้พวกเขาสร้างรายได้อย่างที่ไม่น่าเป็นไปได้ ด้วยการพัฒนาศักยภาพบุคคลอันนำมาซึ่งความสำเร็จ

6. การเปลี่ยนแปลงคือสิ่งจำเป็น : Change is necessary
          ถึงแม้การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันคือสิ่งจำเป็นที่ช่วยให้คนเราเติบโตขึ้น และยังไงมันก็ต้องเกิดขึ้น ไม่ว่าคุณจะเลือกเวลาในการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง หรือ ปล่อยให้เวลาเข้ามาเปลี่ยนแปลงตัวคุณ

7. ก้าวเดินทีละนิด : Baby steps count
          การลงมือทำแม้เพียงเล็กน้อย แต่เมื่อทำมันอย่างต่อเนื่องให้นานที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ วันนึงมันจะเห็นผลอย่างน่าเหลือเชื่อ

8. ทำตามแรงปรารถนาของคุณ : Follow your passion
          ชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก ลองถามตัวเองดูว่า “คุณอยากทำอะไรในช่วงเวลาที่เหลือของชีวิต?” ถ้าหากคุณกำลังทำในสิ่งที่คุณเองไม่ได้ยึดมั่นในสิ่งนั้นจริง ๆ หรือแม้แต่ทำในสิ่งที่ไม่ได้ปรารถนา นั่นแปลว่าคุณกำลังผลัดวันประกันพรุ่งไปวัน ๆ 

9. ทำในสิ่งที่ต้องทำ : Do whatever it takes
          ถ้าคุณมีเป้าหมาย มีความฝัน จงทำตามมัน อย่าให้อะไรก็ตามมาขวางทางคุณ ถึงแม้ว่าคุณอาจเจอกับความเหนื่อยล้า ท้อแท้ และหมดกำลังใจ แต่จงทำอะไรก็ได้ที่นำพาคุณไปให้ถึงเป้าหมาย

10. เริ่มต้นในสิ่งที่คุณเป็นอยู่ : Start where you are
          สร้างโอกาสจากทักษะและความสามารถของคุณ ค้นหาสิ่งที่คุณปรารถนาชนิดที่ว่าไม่สามารถรอให้พระอาทิตย์ขึ้นได้ แต่เลือกที่จะลงมือทำทันที โดยเริ่มต้นจากสิ่งที่คุณเป็นอยู่ และค่อย ๆ ทำตามขั้นตอนที่ช่วยให้คุณมีชีวิตอยู่บนความปรารถนานั้นได้

          จากกฏทั้ง 10 ข้อนี้ ทำให้วันนี้ คริส การ์ดเนอร์ มีอิสรภาพทางการเงิน และได้ทำตามความปรารถนาอันแรงกล้าของเขาเอง นั่นคือ “A very big part of what I want to do with the rest of my life is simple; a want to help create the next ‘Chris Gardner.” (สิ่งที่ฉันต้องการทำมากที่สุดในช่วงชีวิตที่เหลือจากนี้ นั้นง่ายมาก ซึ่งก็คือ ต้องการช่วยสร้างคริส การ์ดเนอร์ คนต่อไป) นี่คือความบันดาลใจที่เราน่าจะลองทำตามกันดูเพื่อเป็นแรงส่งให้เราสามารถไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้สำเร็จ

          แต่สิ่งหนึ่งที่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า การลงทุนและการวางแผนการเงินที่ดี คือหนึ่งในปัจจัยที่จะช่วยให้เรามีอิสรภาพทางการเงิน มีเวลาไปทำในสิ่งที่ปรารถนาอยากที่จะทำ โดยที่ไม่ต้องกังวลกับการหาเงินเลี้ยงชีพ หรือหากมีเงินแต่ไม่มีเวลาบริหารจัดการ คุณก็อาจเลือกใช้บริการพวกกองทุนส่วนบุคคล หรือมืออาชีพด้านวางแผนการเงินการลงทุน เพื่อจะได้มีเวลาไปโฟกัสในสิ่งที่คุณถนัดและต้องการทำมันให้ดีที่สุด...

เคล็ดลับกับการลงทุน

เคล็ดลับการลงทุนของบัฟเฟตต์

          หากคุณอยู่ในแวดวงตลาดหุ้นและการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นแนวไหน แน่นอนว่า ทุกคนย่อมต้องรู้จัก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่ได้ร่ำรวยมาจากการทำธุรกิจ แต่ร่ำรวยมาจากการลงทุนและการบริหารเงินด้วยความเฉลียวฉลาดรอบคอบ

          ด้วยความที่เขาเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยชอบออกสื่อ จึงไม่ค่อยมีใครได้รู้เทคนิคในการลงทุนจากปากของเขาเองมากนัก มีแต่คนอื่นๆ ที่พยายามวิเคราะห์ลักษณะการลงทุนของเขาแล้วสรุปออกมาเป็นเทคนิคต่างๆ ถ้าเราอยากจะทราบข้อมูลจากปากของเขาเองจริงๆ แหล่งข้อมูลเดียวที่พอจะเข้าถึงได้คือ จดหมายที่เขาเขียนถึงผู้ถือหุ้นบริษัท BERKSHIRE HATHAWAY INC ปีละครั้งเป็นประจำทุกปี




           “25 เคล็ดลับการลงทุนของบัฟเฟตต์” แปลจากหนังสือเรื่อง Buffett’s Bites เป็นหนังสือที่กรั่นกรองออกมาจากจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของบัฟเฟต์ประจำปี 2008 เคล็ดลับแต่ละข้อจะให้ข้อคิดกำลังใจนักลงทุนในยามที่ตลาดกำลังผันผวน ยกตัวอย่างอาทิ 

ข้อ เลือกความเรียบง่ายมากกว่าความซับซ้อน
          Buffett แนะนำว่า เมื่อลงทุน ทำให้เรียบง่าย ชัดเจน อย่าพยายามหาคำตอบที่ซับซ้อน จากคำถามที่ซับซ้อน"

ข้อ ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวคุณเอง
          อย่าเชื่อโบรกเกอร์ผู้รู้หรือนักวิเคราะห์แต่เพียงอย่างเดียว จงเชื่อตัวเองด้วย แต่ไม่ใช่หมายความว่าเราจะปิดหู ปิดตาไม่รับรู้ข้อมูลใดๆ เลย เพียงแต่เมื่อได้ข้อมูลมาเราต้องนำมาวิเคราะห์ แยกแยะ และตัดสินใจด้วยเหตุผล รวมทั้งต้องศึกษาประวัติพื้นฐานของบริษัทมาให้ดีก่อนที่จะลงทุน และไม่ควรลงทุนโดยฟังจากผู้เชี่ยวชาญในตลาดโดยปราศจากการไตร่ตรอง

ข้อ จงมีสติ
          ปล่อยให้คนอื่นๆ ตื่นตระหนกไปกับตลาด แล้วเมื่อมันสงบคุณจะได้ประโยชน์จากมัน” การมีสติยังหมายถึงการมี วินัย” เมื่อตลาดพุ่งทะยานขึ้น พร้อมกับสถานการณ์ที่คนอื่นๆ กำลังจะละโมบและดีใจเมื่อหุ้นขึ้น แต่เราต้องมีสติ เพราะสติเป็นตัวจักรสำคัญเมื่อสิ่งต่างๆไม่ได้เป็นไปตามที่คุณคาดไว้ในตอนแรก อย่าอ่อนไหวไปกับความผันผวนของตลาดโดยขาดสติ

ข้อ จงอดทน
          การลงทุนคือการหาบริษัทดีๆ สัก 2-3 บริษัทแล้วนั่งทับมันไว้ นอกจากนี้ ความผิดพลาดในการลงทุนเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิด และความอดทนที่น้อยเกินไปคือส่วนหนึ่งของความหงุดหงิดนั้น สำหรับ Buffett ผู้เป็นนักลงทุนมาเป็นระยะกว่าทศวรรษ แทนที่จะเป็นนักลงทุนรายวัน เพราะเขามองหาทางทำกำไรจากบริษัทไม่ใช่การทำกำไรจากตลาดหุ้น ตลาดหุ้นเป็นเพียงแค่สื่อกลางในการเสนอราคาเท่านั้น ง่ายๆ คือ Buffett ซื้อหุ้นแล้ว Let profit run เพียงแต่คุณต้องหาบริษัทที่ดีมากๆๆ ให้เจอแล้วกอดมันไว้กับคุณนาน และเมื่อเวลามันราคาตกก็ทยอยซื้อเก็บไว้ รอให้ตลาดมองเห็นสูงค่าที่แท้จริงของมัน

ข้อ ซื้อธุรกิจไม่ใช่ซื้อหุ้น
          Buffett กล่าวว่า จงจำไว้ว่าเมื่อคุณซื้อหุ้น คุณได้ซื้อส่วนของธุรกิจนั้นจริงๆ หุ้นไม่ได้มีอะไรในตัวมันเอง นอกจากการเป็นตัวแทนกิจการ

ข้อ จงมองหาบริษัทที่มี Franchise
          บริษัทที่มี Franchise เปรียบเสมือนธุรกิจที่มีกำแพงและคูเมืองล้อมรอบเพราะสามารถป้องกันและต้านทานศัตรูได้ ในที่นี้ในความหมายของ Buffett หมายถึงธุรกิจที่มีสิทธิพิเศษบางอย่างและสามารถรับประกันได้ความสำเร็จของธุรกิจ

ข้อ ซื้อ Low Tech ไม่ใช่ High Tech
          Buffett ซื้อบริษัททำอิฐ บริษัทสี บริษัทพรม บริษัทเฟอร์นิเจอร์และบริษัทชุดชั้นใน ธุรกิจเหล่านี้เป็นธุรกิจที่เขารักที่จะเป็นเจ้าของ เพราะมันสามารถเข้าใจง่าย มั่นคงด้วยกระแสเงินสดที่คาดเดาได้ ไม่มีอะไรหวือหวาน่าตื่นเต้น แต่เป็นธุรกิจที่ดี บริษัทเข้มแข็งจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง สามารถนำรายได้และผลกำไรที่เติบโตขึ้นทุกๆ ปี แต่เขาจะไม่ซื้อบริษัทที่เป็นคลื่นลูกใหม่ ใช้เทคโนโลยีล่าสุดเพราะผลตอบแทนที่ได้จากธุรกิจประหลาดๆ เหล่านี้มักจะไม่ค่อยตกไปถึงมือนักลงทุน

ข้อ ลงทุนแบบมุ่งเน้นคุณค่า (Value Investing)
          ถ้าคุณพบหุ้นที่ดี ทำไมคุณถึงซื้อหุ้นแค่นิดเดียว” เขาเชื่อมันในการลงทุนแบบนี้ และปฏิเสธการกระจายความเสี่ยง เพราะจะสร้างผลตอบแทนอย่างน่าอัศจรรย์ในระยะยาว

ข้อ ฝึกที่จะอยู่นิ่ง
          Buffett ชอบซื้อหุ้น แต่สำหรับการขายหุ้นนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เขาเปรียบนักลงทุนที่ชอบการเคลื่อนไหวว่าเหมือนกับผึ้งที่ชอบตอมดอกไม้ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้น

ข้อ 10 อย่ามองตัววิ่ง (ราคาหุ้น)
          ราคาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของนักเก็งกำไร แต่การลงทุนเป็นอะไรที่มากกว่าราคา ถ้าคุณเป็นนักลงทุนแนวเน้นคุณค่า (Value Investing) ที่ไม่สนใจการเคลื่อนไหวขึ้นลงของราคาหุ้นในระยะเวลาสั้นๆ ถ้าคุณเป็นเจ้าของหุ้นในธุรกิจที่ดี คุณไม่จำเป็นต้องใส่ใจกับราคาหุ้นในระยะสั้น ส่วนในระยะยาวนั้น พื้นฐานของธุรกิจจะเป็นผู้ดูแลราคาของคุณเอง
  


วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ขนมถ้วยตะไล




ส่วนผสม
1. แป้งข้าวเจ้า 1/2 ถ้วย
2. แป้งท้าวยายม่อม 3 ช้อนโต๊ะ
3. แป้งถั่วเขียว 1 ช้อนโต๊ะ
4. น้ำใบเตย 1/4 ถ้วย
5. น้ำตาลปี๊บ 1/2 ถ้วย
6. กะทิ 250 มิลลิลิตร และกะทิสำหรับหน้าขนม 250 มิลลิลิตร
7. เกลือ 1/2 ช้อนชา
8. แป้งข้าวเจ้า ส่วนผสมหน้าขนม 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งท้าวยายม่อม และ แป้งถั่วเขียว เข้าด้วยกัน
2. เทน้ำใบเตยและน้ำตาลปี๊บลงไป ตามด้วยน้ำกะทิ คนจนน้ำตาลปี๊บละลายและทุกอย่างเข้ากัน เสร็จแล้วก็วางพักไว้
3. ทำตัวหน้าขนมโดยผสมกะทิกับเกลือ และใส่แป้งข้าวเจ้าลงไปเล็กน้อย คนให้เข้ากัน
4. นึ่งถ้วยรอไว้ 10 นาที จากนั้นก็ตักขนมลงไปให้ได้ 3/4 ของถ้วย ปิดฝานึ่งต่ออีก 5 – 7 นาที
5. เปิดฝาแล้วหยอดหน้าขนมลงไป ปิดฝานึ่งต่ออีก 5 นาที
6. เสร็จแล้วก็นำขนมออกมาจากเตานึ่ง วางพักไว้ให้เย็นเพื่อนให้ขนมแข็งตัวไม่เละ เสร็จแล้วก็แคะขนมถ้วยใส่จานเสิร์ฟ หรือจะเสิร์ฟพร้อมถ้วยเลยก็ได้

บัวลอยสายรุ้ง



วัตถุดิบแป้งบัวลอยสายรุ้ง
1. แป้งข้าวเหนียว 100 กรัม
2. แป้งมัน 10 กรัม
3. สีผสมอาหาร อย่างละ 4 หยด (สีม่วง / สีฟ้า/ สีเขียว / สีเหลือง / สีแดง)
4. น้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ 8 ช้อนโต๊ะ

วัตถุดิบเมนู บัวลอยสายรุ้ง
วัตถุดิบน้ำกะทิ
1. กะทิ 4 ถ้วย (หางกะทิ 2 ถ้วย + หัวกะทิ 2 ถ้วย)          2. น้ำตาลปี๊บ 100 กรัม
3. น้ำตาลทราย 80 กรัม                                         4. เกลือป่น 1/4 ช้อนโต๊ะ
5. มะพร้าวอ่อนหั่นชิ้นพอคำ 50 กรัม                           6. ไข่ไก่ 2 ฟอง (ใส่เพิ่มได้ตามต้องการ)
*หมายเหตุ น้ำกะทิสูตรนี้ไม่หวานมากค่ะ สามารถเติมน้ำตาลเพิ่มได้ แต่ถ้าอยากได้กลิ่นหอมของน้ำกะทิ ก็เติมใบเตยลงในน้ำกะทิได้เลย

STEP 1: เตรียมแป้งบัวลอย
          นำแป้งข้าวเหนียวใส่ลงในถ้วยผสม ตามด้วยแป้งมัน สีผสมอาหาร และค่อยๆ เติม น้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ทีละ 1 ช้อนโต๊ะ ควบคู่ไปกับการนวดแป้ง ใส่น้ำจนครบ 8 ช้อนโต๊ะ ให้ได้แป้งที่เนื้อเนียนเป็นเนื้อเดียวกันและนุ่ม ไม่เหลวติดมือ นำผ้าขาวบางหรือแล็ปคลุมแป้งไว้ ไม่ให้ถูกอากาศ แล้วพักแป้งไว้เพื่อปั้น ผสมแป้งซ้ำจนครบ 5 สี
          เมื่อได้แป้งครบทุกสีแล้ว ปั้นเป็นก้อนกลมๆ ขนาด 1 ซม. ให้ครบทุกสี แล้วนำไปต้มใน น้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ที่ต้มจนเดือดจัด เมื่อแป้งลอยตัวให้ช้อนแป้งขึ้นมา พักไว้ในน้ำเย็น เพื่อต้มรวมกับน้ำกะทิ
TIP : ไม่ควรปั้นแป้งบัวลอยเกินขนาด 1 ซม. เพราะแป้งบัวลอยเวลาสุกจะขยายตัวเพิ่มขึ้น

STEP 2 : เตรียมน้ำกะทิ+ไข่หวาน
          นำหม้อขึ้นตั้งบนเตาแก๊ส จากนั้นใส่หางกะทิ น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย และเกลือ โดยใช้ไฟกลาง คนให้ส่วนผสมเข้ากัน จากนั้นตอกไข่ลงในน้ำกะทิทีละฟอง เมื่อไข่สุกตักขึ้นพักไว้ เตรียมใส่ในบัวลอย

STEP 3 : ต้มบัวลอย+จัดเสิร์ฟ
          หลังจากที่ตักไข่ขึ้นจากน้ำกะทิ ให้เติมหัวกะทิลงไปในหางกะทิ แล้วคนให้ส่วนผสมเข้ากัน จากนั้นนำบัวลอยที่พักไว้ (STEP 1) และมะพร้าวอ่อน ใส่ลงไปในน้ำกะทิ แล้วต้มเป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที เพื่อให้ความหวานมันจากน้ำกะทิ ซึมเข้าให้ไปในแป้งบัวลอย เมื่อครบเวลาแล้วตักใส่ถ้วยท็อปด้วยไข่หวาน และเนื้อมะพร้าว เท่านี้ก็ได้ บัวลอยสายรุ้ง” ไปอวดโอปป้าแล้วค่ะ

วิธีทำ บัวลอย
          1. ใส่แป้งข้าวเหนียว แป้งมัน และสีผสมอาหารลงในชาม ค่อย ๆ ใส่น้ำลงพร้อมกับนวดให้แป้งเป็นเนื้อเดียวกัน ทำแป้งให้ครบทุกสี แล้วคลุมพลาสติกแรปพักไว้
          2. นำแป้งมาปั้นเป็นก้อนกลมเล็ก ๆ  แล้วนำไปต้มในน้ำเดือด พอแป้งลอยขึ้นมา ให้ตักขึ้นพักไว้ในน้ำเย็น
          3. นำหม้อขึ้นตั้งเตา ใส่หางกะทิ น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย และเกลือ คนให้ส่วนผสมเข้ากัน 
          4. ตอกไข่ลงในน้ำกะทิทีละฟอง เมื่อไข่สุกตักขึ้นพักไว้ 
          5. เติมหัวกะทิลงไป คนให้ส่วนผสมเข้ากัน ใส่แป้งบัวลอย และมะพร้าวอ่อนลงไป แล้วต้มอย่างน้อย 10 นาที ตักใส่ถ้วย เสิร์ฟพร้อมไข่หวาน

วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ขนมถ้วย

อ้างอิงจาก แผนการสอนของ อาจารย์กิ่งแก้ว พิทักษ์วาปี
ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร


ความสำคัญของขนมถ้วยตะไล
           ขนมถ้วยตะไลมีส่วนผสมจากแป้งข้าวเจ้า น้ำตาล น้ำกะทิ เกลือป่น สุกด้วยวิธีการนึ่ง โดยมีอุปกรณ์สำคัญคือ ถ้วยตะไลใช้รองเนื้อขนมสำหรับนึ่ง ขนมที่สุกแล้วจะมีรูปทรงตามถ้วยตะไล มีรสชาติหวานมัน และเค็มกลมกล่อม กลิ่นหอมอ่อนๆ จากน้ำลอยดอกมะลิ
          ปัจจุบันขนมถ้วยตะไลดัดแปลงให้เกิดความหลากหลายในส่วนตัวแป้งและส่วนหน้าขนม โดยใช้วัตถุดิบ ได้แก่ กาแฟ ฟักทอง เผือก มัน ข้าวโพด หรือสีต่างๆ เพราะช่วยให้เกิดความแปลกใหม่ เรียกชื่อตามวัตถุดิบที่เติมลงไปตามต้องการ เช่น ขนมถ้วยตะไลหลากสี

วัตถุดิบที่ใช้ในการทำขนมถ้วยตะไล
1.  เลือกใช้แป้งข้าวเจ้าสำเร็จรูปที่ใหม่และไม่มีกลิ่นเหม็นสาบ
2.  ใช้กะทิสำเร็จรูปหรือซื้อมาคั้นเอง แล้วแต่ความสะดวก
3.  น้ำลอยดอกมะลิสดๆ ทำเองหรือถ้าไม่มีใช้น้ำใบเตยแทน
4.  ใช้เกลือป่นสีขาวเม็ดละเอียด

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำขนมถ้วยหลากสี
อุปกรณ์สำคัญมี 
1. ลังถึง   
2. ถ้วยตะไล                  
3. ชามผสม
4. ผ้าขาวบาง            
5. พายไม้ใหญ่เล็ก
6. ถาด
7. ชุดถ้วยตวง          
8. ทัพพี
  
ตัวอย่างขั้นตอนการทำขนมถ้วยเผือก
       ขั้นที่ 1 เตรียมส่วนผสมของตัวแป้ง ดังนี้ ตวงแป้งข้าวเจ้า เผือกนึ่งบด น้ำตาลปี๊บ แป้งท้าวยายม่อม น้ำลอยดอกมะลิ นวดรวมกัน จนเนื้อแป้งเนียนแล้วพักไว้
       ขั้นที่ 2 เตรียมส่วนผสมของหน้าขนมดังนี้ ดวงหัวกะทิ ไข่ไก่ น้ำตาลปี๊บ ขยำด้วยใบเตยจนน้ำตาลละลาย กรองส่วนผสมด้วยผ้าขาวบาง แล้วใส่มะพร้าวคนให้เข้ากัน พักไว้
       ขั้นที่ 3 นึ่งถ้วยตะไลให้ร้อนด้วยไฟแรง ประมาณ 5 นาที
       ขั้นที่ 4 ตักส่วนผสมในขั้นที่ 1 (ส่วนผสมตัวแป้ง) หยอดแป้งลงครึ่งหนึ่งของถ้วยตะไล นึ่งประมาณ 10 นาที
       ขั้นที่ 5 ตักส่วนผสมในขั้นที่ 2 (ส่วนผสมหน้า) หยอดลงในถ้วยตะไลให้เต็มถ้วยพอดี นึ่งต่ออีกประมาณ 7 นาที
       ขั้นที่ 6 ยกลงพักไว้ให้เย็น จึงแคะออกจากถ้วยตะไล แล้วจัดตกแต่งให้สวยงามรับประทานได้

ตัวอย่างขั้นตอนการทำขนมถ้วยข้าวโพดน้ำดอกอัญชัน
ส่วนผสมตัวแป้ง
       1.  ผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย
       2.  ใส่น้ำลอยดอกมะลิทีละน้อยจนหมด และใส่น้ำดอกอัญชัน แล้วเติมข้าวคนจนเข้ากันดี พักไว

ส่วนผสมหน้ากะทิ
       3.  ผสมน้ำกะทิ แป้งข้าวเจ้า เกลือ เข้าด้วยกัน พักไว้
       4.  นึ่งถ้วยตะไลให้ร้อนประมาณ 5 นาที
       5.  ตักส่วนผสมแป้งหยอดลงครึ่งหนึ่งของถ้วยตะไล นึ่งต่อให้แป้งสุก 12 นาที
       6.  ตักส่วนผสมที่เป็นหน้าหยอดลงในถ้วยตะไลให้เต็มถ้วย นึ่งต่ออีก 7 นาที
       7.  ยกลงพักไว้ให้เย็น แคะออกจากพิมพ์หรือเสิร์ฟขณะที่ขนมร้อนๆ อยู่พร้อมถ้วยตะไล แล้วแต่ความชอบของผู้รับประทาน

เทคนิคการนึ่งขนมถ้วย
            การนึ่งเป็นการทำให้อาหารสุกด้วยการใช้ไอน้ำ โดยมีอุปกรณ์สำคัญคือ ลังถึง โดยใส่น้ำในหม้อชั้นล่าง ประมาณ 3 ใน 4 ของพื้นที่ลังถึง จะใส่อาหารในลังถึงชั้นที่ 2 โดยใส่อาหารให้มีช่องว่าง เพื่อให้ไอน้ำผ่านโดยรอบ ขนมจะได้สุกสม่ำเสมอ การนึ่งขนมที่ดีไม่ควรนึ่งโดยใช้ลังถึงซ้อน 2 ชั้น เพราะจะทำให้มีน้ำหยดลงในชาม ทำให้ขนมเสีย และขนมที่อยู่ชั้นบน ไอน้ำก็จะขึ้นไปไม่ถึง ทำให้ขนมไม่สุก
          ก่อนนึ่งขนมถ้วยควรนึ่งถ้วยตะไลหรือถ้วยที่ใช้นึ่งขนมให้ร้อนก่อน การที่ถ้วยร้อนจะทำให้ขนมไม่ติดถ้วย จะแคะออกจากถ้วยโดยง่าย ข้อควรปฏิบัติในการนึ่งคือ

ไฟแรง น้ำเดือด นึ่งถ้วยให้ร้อนก่อนนึ่งขนม

ขนมไทยน้ำกะทิ-บัวลอย

อ้างอิงจาก แผนการสอนของ อาจารย์กิ่งแก้ว พิทักษ์วาปี
ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร


บัวลอย




          ขนมบัวลอยเป็นขนมที่เกิดจากการผสมผสานวัฒนธรรมการกินของจีนและไทย กล่าวคือ คนจีนรู้จักรับประทานบัวลอยมาช้านาน และมักใช้บัวลอยเป็นขนมมงคลในงานสำคัญต่างๆ อาทิ งานแต่งงาน การไหว้เจ้า เพราะว่าบัวลอยที่มีลักษณะเหนียวและหวานนั้น หมายถึง ความปรองดองกัน ดังคำว่ารักกันเหนียวแน่น ปริมาณเม็ดที่มีมากมายหมายถึง ความเจริญ งอกงามหรือหมายถึงการสืบเชื้อสายหรือลูกหลานนั่นเอง ในเมืองไทยมีการรับประทานบัวลอยที่แตกต่างออกไปจากบัวลอยของจีน ตรงที่บัวลอยไทยส่วนใหญ่จะต้องใส่ในน้ำกะทิ เพื่อให้มีลักษณะหวานมัน ส่วนคนจีนจะกินบัวลอยที่มีลักษณะน้ำใส และบางตำรับนิยมใส่ขิงแก่เพื่อให้เกิดกลิ่นหอม และเสริมประโยชน์ในการรับประทานอีกด้วย

ชนิดและประเภทของบัวลอย
          เราสามารถแบ่งชนิดและประเภทของบัวลอยได้หลายอย่าง ดังนี้
          1.  บัวลอยประเภทใส่กะทิและทำจากแป้งข้าวเหนียว ไม่มีไส้ ได้แก่ บัวลอยเผือก บัวลอยเบญจรงค์
          2.  บัวลอยประเภทใส่กะทิและทำจากแป้งข้าวเหนียว มีไส้ ได้แก่ ดาวล้อมเดือน (บัวลอยไข่เค็ม)
          3.  บัวลอยประเภทไม่ใส่กะทิ แต่ใช้แป้งข้าวเหนียว ไม่มีไส้ ได้แก่ ขนมอี๋
          4.  บัวลอยประเภทไม่ใส่กะทิแต่ใช้แป้งข้าวเหนียว มีไส้ ได้แก่ บัวลอยน้ำขิงงาดำ
          5.  บัวลอยประเภทใส่กะทิแต่ไม่ใช้แป้งข้าวเหนียวเป็นส่วนประกอบ ได้แก่ สาคูบัวลอย
          6.  ขนมอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายบัวลอย แต่มีชื่อเรียกต่างกัน และขนาดจะต่างออกไปเล็กน้อย ได้แก่
                 6.1  ขนมโคและโคน้ำ มีลักษณะคล้ายบัวลอยกะทิ ปั้นลูกใหญ่ และใส่ไส้หน้ากระฉีกหรือใส่ถั่วผัดปรุงรส (ไส้เค็ม) ด้านในแป้ง (ในบางท้องถิ่นเรียกขนมหัวล้าน) ขนมโค และขนมโคน้ำต่างกันตรงที่ขนมโคน้ำจะต้มและนำมาลอยในน้ำกะทิที่ปรุงรส ส่วนขนมโค หรือขนมหัวล้านจะเคลือบน้ำมันและวางบนใบตองก่อนนำไปนึ่งจนสุกเสิร์ฟพร้อมใบตอง
                 6.2  ขนมต้มแดงและขนมต้มขาว เป็นขนมโบราณของไทยที่ใช้ในการบวงสรวงเทวดา มีไส้หน้ากระฉีก และปั้นเป็นรูปวงกลมคล้ายบัวลอย นำไปต้มพอสุก ตักขึ้นคลุกกับมะพร้าว
                 6.3  ไส้ของขนมใส่ไส้หรือขนมสอดไส้ ด้านในที่เห็นเป็นเม็ดกลมสีม่วงนั้นเป็น การปั้นหน้าหน้ากระฉีกเป็นเม็ดกลม หุ้มด้วยแป้งข้าวเหนียวดำ ก่อนนำไปหยอดทับด้วยแป้งข้าวเจ้าที่กวนกับกะทิ จนมีลักษณะเป็นก้อนบนใบตอง ก่อนห่อและนำไปนึ่ง จะเห็นได้ว่า บัวลอยนั้นมีลักษณะที่เป็นแม่แบบของขนมอีกหลายชนิด และถ้าผู้ประกอบอาชีพรู้จักการพัฒนาตำรับให้เกิดความหลากหลาย จะทำให้เกิดขนมชนิดอื่นๆ ขึ้นมาอีกมากมาย ดังเช่น บัวลอย ที่กลายเป็นขนมอื่นได้อีกนั่นเอง

เทคนิคและเครื่องมือที่สำคัญ
          เทคนิคในการทำบัวลอยที่น่าสนใจมีดังนี้
          1.  ในการทำบัวลอย ลักษณะสำคัญคือ แป้งของบัวลอยต้องเหนียวนุ่ม เมื่อเคี้ยวแล้วจะต้องได้ความรู้สึกหนึบเหนียว ฉะนั้น เมื่อได้แป้งมา ก่อนการปั้นเป็นเม็ดจำเป็นจะต้องนวดเป็นเวลานานประมาณ 30 นาที เพื่อให้น้ำและไขมัน หรือส่วนผสมที่เป็นของเหลวดูดซึมเข้าไปในแป้งอย่างเต็มที่ ทำให้เม็ดแป้งเกิดการพองตัวขึ้น จนเนื้อแป้งมีลักษณะเนียน เมื่อปั้นแล้ว แป้งจะจับเป็นตัวได้ง่าย แตกตัวช้า เมื่อถูกนำไปต้มในน้ำ เมื่อสุกจะมีลักษณะใสขึ้น
          2.  สีของบัวลอยต่างๆ ที่เห็นในท้องตลาด เกิดจากการที่แม่ค้าใส่สีผสมอาหารในเนื้อแป้ง แต่ความจริงแล้วเราสามารถใช้สีที่มีอยู่ในธรรมชาติ ซึ่งมีราคาไม่แพงมากนัก มาใช้เป็นส่วนประกอบ เพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อของบัวลอย และสามารถนำข้อดังกล่าวนี้มาสร้างเป็นจุดขายได้ สีธรรมชาติที่น่าสนใจในการนำมาเป็นส่วนผสมของแป้งบัวลอยมีดังนี้
                2.1  สีเขียว ได้จากการนำน้ำคั้นใบเตยมาผสมกับแป้ง (ใบเตย 3 ใบ น้ำ ½ ถ้วยตวง ปั่นรวมกันแล้วกรอง)
                2.2  สีม่วงเทา ได้จากการนำเผือกมานึ่งให้สุกและยีผสมในเนื้อแป้งระหว่างนวด
                2.3  สีเหลือง ได้จากการนำเนื้อฟักทองนึ่งสุกผสมในเนื้อแป้งเช่นเดียวกับเผือก
                2.4  สีส้ม ได้จากการนำแครอทนึ่งมาทำเช่นเดียวกับเผือกและฟักทอง
                2.5  สีน้ำเงิน ได้จากการนำดอกอัญชัน ประมาณ 1 ถ้วยตวง แช่ในน้ำร้อนจัดประมาณ ½ ถ้วยตวง จะได้สีน้ำเงินจัด ผสมในแป้งขณะนวด
                2.6  สีชมพู ได้จากการนำดอกเฟื่องฟ้ามาทำกรรมวิธีเดียวกับดอกอัญชัน
                2.7  สีขาว ได้จากการใช้แป้งข้าวเหนียวนวดกับน้ำ เป็นต้น
          3.  การทำบัวลอยในปริมาณมากและปริมาณน้อยมีข้อแตกต่างกัน ตรงที่บัวลอยปริมาณมากจะเก็บความร้อนได้ดีเมื่อสุก ถ้ารวมกันในปริมาณมากจะทำให้บัวลอยอืด พองตัวมากขึ้น และจะดูดน้ำไปหมด ฉะนั้น การทำบัวลอยในปริมาณมากๆ จำเป็นต้องต้มใน น้ำเดือดให้สุกจนลอยขึ้นแล้วตักแช่น้ำเย็นเพื่อลดอุณหภูมิ ก่อนตักใส่ในน้ำกะทิที่ปรุงรสแล้ว และไม่ควรอุ่นบัวลอยบ่อย เพราะจะทำให้อืดได้ง่าย ส่วนที่พบว่าบางร้านต้มเม็ดแป้งในน้ำเชื่อมนั้น สามารถทำได้ แต่เม็ดแป้งจะสุกช้ากว่าการต้มด้วยน้ำ แต่มีข้อดีตรงที่เมื่อสุกแล้วเม็ดแป้ง จะเหนียว ใสมากกว่าการต้มด้วยน้ำมาก
          4.  มีเครื่องมือที่ช่วยในการปั้นบัวลอยจำนวนมาก ซึ่งมีลักษณะคล้ายสนับมือ เวลาใช้ให้กดลงในเนื้อแป้งที่นวดแล้ว ก่อนบีบออกมาทีละน้อย และใช้มีดตัดเป็นเม็ด วิธีนี้จะทำให้ได้บัวลอยปริมาณมาก แต่เม็ดไม่สวยเท่าการปั้น และอีกวิธีหนึ่งคือ การคลึงแป้งให้เป็นเส้นยาวคล้ายเชือก ทำไว้หลายๆ เส้น ก่อนนำมาตัดโรยด้วยแป้งข้าวเหนียวเล็กน้อยแล้วคลึงเบาๆ จนเป็นก้อนกลม